เทคนิคการวาดภาพสีน้ำมัน landscape

ART TRIP : เส้นทางแห่งงานศิลปะ
เทคนิคการวาดภาพสีน้ำมัน landscape

หลังจากเรียนรู้วิธีทำเฟรมเพื่อเตรียมพร้อมกับการสร้างงานศิลป์กันไปเรียบร้อยแล้ว

คราวนี้เราต้องมาร่างรูปกันก่อนละครับ
ก่อนอื่นต้องมีโจทย์ก่อน ถึงจะมีจำเลย …อ่ะ
โจทย์ของผมที่ได้คือ บ้านในป่าที่มีน้ำและภูเขา
เราเองคงต้องหาข้อมูลกันมาเพิ่มเติมหรือประกอบด้วยล่ะครับ

เมื่อวางแผนเรียบร้อย…ฮืมมมม เดี๋ยว!

วางแผนคือเราต้องจินตนาการให้เห็นภาพที่เสร็จแล้วของเราน่ะครับ
ใช้จินตนาการจ้องมองเข้าไปในเฟรมที่โล่งและขาวอันนี้
นี่แหละครับกระบวนการนี้คงต้องผ่านการสเก็ตซ์หาแบบกันก่อน
แต่ถ้ามีภาพอยู่ในหัวแล้วก็ลุยเลยครับ
สเก็ตซ์บนนั้นเลย ย้ำอีกครั้งนะครับค่อยๆทำไม่ต้องรีบหรือเร่งแต่ประการใดครับ

เพราะการวาดภาพสีน้ำมันถ้า แบบเราไม่แน่นอนแล้ว งานศิลป์ของเราคงต้องล้มพับนอนหงายเก๋ง
หาทางออกเพื่อทำให้ภาพจบได้อย่างแสนอยากเย็น
แต่ก็ยังดีกว่าสีน้ำแหละครับ เพราะสีน้ำมันยังแก้ไขได้ ลงสีทับได้
ส่วนสีน้ำ ถ้าแบบไม่ชัวร์จิตใจลังเลก็เรียบร้อยเลยครับ ภาพเจ๊งเลย

มาดูการร่างรูปนี้บ้างนะครับ
ก่อนอื่นต้องหาเส้นระดับสายตาของภาพก่อนครับ
เมื่อวางตำแหน่งได้แล้วก็ทำการร่างด้วยมุมมองแบบ perspective
สาเหตุที่ทำแบบนี้ก็เพราะจะไม่ทำให้ภาพของเราดูแปลกๆทั้งจม ทั้งเอน เบี้ยว จนผิดตา
อย่างภาพนี้ตีฟ(perspective)ของบ้าน จะต้องเปลี่ยนจากแบบหมด
อีกทั้งแสงและเงาก้อยู่คนละทิศทางกับภาพรวม จึงต้องปรับเปลี่ยใหม่ทั้งหมด

เมื่อกำหนดเส้นได้พอประมาณแล้วก็ทำการร่างภาพแบบคร่าวๆก่อน
ด้วยการประมาณด้วยสายตาและขนาดของวัตถุด้วยตีฟทางสายตาของเราเอง

จากนั้นก็เก็บรายละเอียดการร่างไปเลยครับ
ดูภาพก่อนว่าเราจะให้ตรงไหนเป็นพระเอก และจุดรวมสายตา
ยังไม่ต้องรีบร้อนลงสีนะครับ สำรวจตรวจสอบให้แน่นอนก่อน
นั่งมองสักวันเต็มๆก็ได้ แต่ไม่ต้องถึงกับนั่งน้ำยายยืดนะคุบ(ซูบววว์.. ซดน้ำลายกลับ อิอิ)
มองไปเรื่อยๆแล้วเราจะเห็นข้อผิดพลาดตรงโน้นนิด นี่หน่อย
ค่อยๆแต่งแต้ม ไปจนกระทั่งมั่นใจ แล้วค่อยถอยออกมาพักหายใจก่อน เฮ้อ!รอดไปหนึ่งขั้นตอน

คราวนี้ก็เตรียมอุปกรณ์ก่อนครับ
เรียกว่าต้องเอาให้พร้อม เพราะเวลาเขียนๆอยู่แล้วต้องหาของโน้น นี่ นั่น
มันจะทำให้สมาธิกระเจิงไม่เกิดการต่อเนื่อง
ลงพื้นอยู่ดีๆมัวหาลินซีส พอหาเจอ อ่ะ ..ถึงไหนหว่า(ประจำ)

อุปกรณ์มีอะไรบ้างมาดูกันครับ

1. สีน้ำมัน(Oil colour)
– การวาดภาพสีน้ำมันจะใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ครับตามสะดวก แต่ผมจะใช้ปนๆกัน(เพราะไปซื้อแล้วไม่มี)
ผมจะแยกให้นะครับว่าตามที่ผมเคยเขียนมานั้นผมใช้แบบไหน ส่วนใครจะชอบยังไงตามถนัดเลยครับ
บางคนอาจไม่ชอบแบบผมเลยก็ได้ และที่ใช้อยู่มีสองยี่ห้อครับ
ROWNEY – ผมว่าจะออกลักษณะเจลจะมากไปหน่อยน่ะครับและสีก็สดใช้เขียนLandscapeนอกสถานที่ได้เหมาะทีเดียว
Winsor & Newton – ยี่ห้อนี้ผมจะชอบมากครับเนื้อสีแน่นละเอียดดีแบบนี้เหมาะกับ Portraitครับ
นอกนั้นก็ตามสะดวกเลยครับมีหลากหลายยี่ห้อแต่ผมเคยใช้แต่สองแบบนี้น่ะครับ

2.น้ำยาผสม หรือ ลินซิส(Linseed)มีอีกสองแบบที่ผมใช้อยู่ครับ(อาจมีมากกว่านั้นก็ได้)
แบบที่ว่านี้คือ
-แบบธรรมดา ซึ่งแบบนี้ต้องคอยเป็นเวลาอย่างต่ำก็สามวันแหละครับถึงจะแห้ง(ขึ้นอยู่กับความดูดสีของผ้าใบด้วย)
สำหรับลินซิสแบบนี้เหมาะสำหรับการเก็บรายละเอียดของงานแบบเปียก(สียังไม่แห้งง่ายๆ) ปัดไปถูไปเพิ่มสีไปได้
-แบบแห้งเร็ว(Liquin) แบบนี้จะใช้ผสมกับแบบแรกเพื่อให้แห้งเร็วขึ้นก็ได้
หรือจะใช้เพียวๆในบางจุดหลังเก็บงานตอนหมาดๆหรือแห้งก็ได้ตามแต่ลักษณะการเก็บงานหรืองานที่เร่งๆครับ

3.น้ำมันสน เอาไว้ล้างพู่กันครับ

4.พู่กันอ่ะดิ๊ มีทั้งแบบแบนและกลมครับ เอาไว้ใช้ตามลักษณะของงาน
-พู่กันแบน เอาไว้เก็บงานพื้นที่ใหญ่ และสีโดยรวมทั้งภาพ
-พู่กันกลม เอาไว้เก็บรายละเอียดของงานหรือเอาไว้ปัดรอยต่อของสีให้เนียนเรียบหากัน

5.เกียงผสมสี (ก็เอาไว้ผสม+ขูดจานสีไง)

6.ขาตั้งรูป มีไว้สะดวกดีครับทั้งการปรับตำเหน่งหรือการวางของ

7.ตู้วางสี ถ้าไม่มีใช้อะไรก็ได้ครับแต่ถ้ามีก็สะดวกดีมีไว้สำหรับการเก็บสีและเป็นจานสีได้ด้วย
(ของผมจานสีใช้กระจกครับ)

8.ผ้าเช็ดพู่กัน(ห้ามเอาเช็ดหน้า)

9.เก้าอี้ กับห้องทำงาน

ทีนี้มาลุยกันเลยครับ
การวาดภาพสีน้ำมันนี่ตามเทคนิคที่ผมใช้ผมจะลงจากสีที่ลึกสุดก่อนครับ(เข้มไปอ่อน)
หลายๆท่านทำไปผสมขาวไป ขอบอกว่าอย่าเพิ่งนะครับ
ไม่งั้นสีขาวจะไปกวนสีที่เข้มๆของเรางานจะเป็นแป้งสีจะออกขุ่นๆน่ะครับ
สีที่ผมเก็บซ้อนไว้ก่อนคือสีขาวครับ
และสีที่ผมไม่เคยใช้เลยก็คือสีดำ

สาเหตุที่ไม่ใช้สีดำเพราะว่าเมื่อสีนี้ไปโดนกับสีอื่นแล้วค่ากลางของสีอื่นจะหายไปด้วยน่ะครับ
ทำให้ค่าของสีที่ต่อกันจะไม่ซอฟลูกกะตาเท่าที่ควร
ผมจะใช้(Winsor)สองสีนี้คู่กันครับคือสีม่วงเบอร์28(Magenta)กับสีเขียวเบอร์37(Sap Green)
ลงเก็บไปเรื่อยๆครับกับทุกที่ที่เราคิดว่าเป็นส่วนที่เข้มจนหมดทั้งภาพ
ถ้าพื้นที่ที่เราต้องการเข้มกว่านี้(เก็บตอนหลัง)ก็ใช้น้ำเงินเบอร์ 15(Cobalt Blue)
หรือ เบอร์ 21(French Uttramarine)ผสมเติมเข้าไป

จากนั้นก็เริ่มสีน้ำหนักที่สองหรือระยะที่สองครับ
ใช้สีตามระยะก่อนนะครับ (หน้า กลาง หลัง)พยายามเบรคสีให้อยู่โทนเดียวกันทั้งภาพ
ก่อนที่จะควักสีขาวออกมาผสมสีในจานสีพร้อมกับการเบรคสีไปในตัว
ลงไปเรื่อยๆครับจนเต็มภาพ อย่าให้เป็นก้อนสีหรือเห็นรอยผ้าใบนะครับ
เพราะถ้าสีแห้งแล้วจะตามมาเก็บสีแบบเดิมค่อนข้างลำบาก

เมื่อลงพื้นเสร็จเรียบร้อยก็รอครับ เก็บโน้นนิดนี่หน่อยไปเรื่อยๆ
อย่าใจร้อนนะครับ ที่เรากำลังทำอยู่นี้เป็นการวาดภาพสีน้ำมันแบบเขียนเปียกน่ะครับ(ไม่รู้ว่าศัพท์วิชาการเขาเรียกว่าอะไร)

รออีกวันต่อมาเราต้องมาคอยดูสีครับ
ว่ามันหนึบๆหรือว่ายังไม่มีทีท่าจะแห้งหรือแห้งเรียบร้อยไปแล้ว
ตอนนี้ก็เรียกว่าเก็บงานตอนหมาดๆล่ะครับ
คือสีต้องหมาดๆไม่เปียกหรือแห้งสนิท
เราค่อยๆเพิ่มเติมเข้าไปครับสีบางส่วนที่จมอยู่สามารถคัดสี*ขึ้นมาได้เลย
(*คัดสี คือ การลงสีเดิมเก็บทับเพื่อเน้นบางส่วนให้เด่นขึ้น)
ถึงตอนนี้ก็เริ่มใช้พู่กันกลมแล้วล่ะครับ แบนๆกลมสลับกันไปตามความถนัดและจังหวะของสี

เก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆครับกับจังหวะสีที่หนึบๆ
เพราะการวาดภาพสีน้ำมันกับสีที่หนึบหนับจะทำให้สีที่เราเพิ่มไปนั้นยังซอฟเป็นส่วนหนึ่งของงานอยู่ครับ
เก็บไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า น้ำหรือเขา ทีละนิดทีละหน่อย ทีละส่วน
ค่อยๆไปครับ
ค่อย
ค่อย
ไป

อีกวันต่อมาหรือสองวันหลังจากที่เราเก็บไปเรื่อยๆเล็งแล้วเล็งอีกเล็งอีกก้เล็งแล้ว
จะตีลังกาเล็งจนตาเอียง ตัว หัว เอียงไปตามๆกัน
ก็มาถึงตอนเก็บแห้งซะทีครับ

การวาดภาพสีน้ำมันแบบเก็บแห้งคือการคัดเพิ่มสีให้เด่นขึ้นมาครับ
จะเป็นการเก็บรายละเอียดของภาพเล็กๆน้อยๆ
จากพื้นที่ใหญ่ๆที่เราลงไปหมดทั้งเฟรมแล้ว คุมโทนสีได้แล้ว
เราก็ค่อยๆเก็บไปเรื่อยๆครับ

จากนั้นก็รออีกรอบ
รอจนเมื่อทุกอย่างแห้ว เอ๊ย!แห้งสนิทก็ทำการเคลือบ Picture Varnish Glossy
ต้องเคลือบงานกันหน่อยครับเพราะว่าไม่งั้นสีที่เราลงภาพไปนั้น จะมันหรือด้านไม่เท่ากันทั้งภาพครับ
สาเหตุเพราะการที่เราทับสีหรือการเก็บหมาดเก็บแห้งนั่นเอง

จนสุดท้ายเราก็จะได้งานศิลปะภาพสีน้ำมันที่เสร็จสมบูรณ์
เอาไว้นั่งดู นอนดู ยืนเรียกเพื่อนๆมาดูกันได้ตามอัธยาศัยเลยครับ
หวังว่าพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คงสนุกกับการวาดภาพสีน้ำมันนะครับ
ค่อยๆฝึกไปครับ อย่าใจร้อน ใจเย็นๆครับ
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำสิ่งที่ตนรักนะครับ

แหล่งอ้างอิง  http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=alphafo&date=01-07-2010&group=3&gblog=7

เทคนิคการใช้สีน้ำ

เทคนิคการใช้สีน้ำ

เมื่อ พฤ, 28/08/2008 – 09:59 | แก้ไขล่าสุด พฤ, 28/08/2008 – 09:55| โดย  sss27944

เทคนิคการใช้สีน้ำ 


เทคนิคพื้นฐาน5ย่างนี้จะทำให้เพื่อนๆ หรือผู้ที่เริ่มต้นรูกจักสีน้ำมากขึ้น และสามารถนำไปสร้างผลงานศิลปะด้วยสีน้ำที่สวยงามได้อย่างแน่นอนค่ะ

การระบายแบบเปียกบนเปียก (Wet ON Wet)
คือสีเปียก (สีผสมน้ำแล้ว) ระบายบนกระดาษเปียก (กระดาษที่ระบายน้ำหรือน้ำสีไว้แล้ว) วิธีการคือ ใช้พู่กันจุ่มสี (ค่อนข้างข้น) แตะแต้มบนกระดาษที่เปียกอยู่แล้วตามด้วยสีอื่น สีจะไหลซึม รุกรานเข้าหากันอย่างกลมกลืนและมีส่วนที่เกิดเป็นสีใหม่เพิ่มขึ้นมา
ถ้าทำบนกระดาษเปียกชุ่ม สีจะรุกรานกันรวดเร็วและนุ่มนวล เทคนิคนี้นำไปใช้ระบายท้องฟ้า หรือน้ำทะเล ได้
ถ้าทำบนกระดาษเปียก สีจะรุกรานไม่มากแต่ยังคงผสมผสานกลมกลืนกันดี เทคนิคนี้นำไปใช้ระบายเป็นพวกวัตถุรูปทรงทั่วไปได้
ถ้าทำบนกระดาษหมาด สีจะผสมผสานกลมกลืนกันน้อย เห็นการแยกสัดส่วนชัดเจนกว่า เทคนิคนี้นำไปใช้ สร้างพื้นผิวแสดงความแตกต่าง ไม่เรียบ
การระบายแบบเปียกบนแห้ง (Wet ON Dry)
เป็นลักษณะการระบายเรียบโดยใช้สี (ผสมน้ำแล้ว) ระบายบนกระดาษแห้งมี 3 รูปแบบดังนี้
ระบายเรียบสีเดียว (Flat wash) โดยใช้พู่กันจุ่มสีระบายไปตามแนวนอนบนกระดาษที่เอียงเล็กน้อยให้น้ำสีไหลลงไปกองข้างล่างแล้วระบายต่อเนื่องกันลงไปจนจบ การระบายครั้งต่อไปให้ต่อที่ใต้คราบน้ำที่ยังเปียกอยู่ ผลที่ได้คือสีจะใส เรียบสม่ำเสมอ ระวัง อย่านำพู่กันไปจุ่มน้ำ หรือเติมน้ำลงในสี ระหว่างทำงานเพราะจะทำให้สีที่ได้ไม่เรียบเกิดเป็นขั้นได้
ระบายเรียบหลายสี (Colour wash) ทำเหมือนกับระบายเรียบสีเดียวแต่เมื่อจบสีที่ 1 แล้วให้ระบายสีที่ 2 ต่อที่ใต้คราบน้ำขณะที่เปียกอยู่ ผลที่ได้คือ สีต่างๆ จะมีการผสมผสานกลมกลืนกันอย่างต่อเนื่อง หมายเหตุ ทั้งการระบายเรียบสีเดียว และ หลายสี เป็นพื้นฐานของงานสีน้ำที่นำไปใช้ระบาย ให้เกิดภาพแล้วแต่ว่าจะให้เป็นสีเดียว หรือหลายสี เช่น ภาพคนใส่เสื้อผ้า ก็ต้องเป็นระบายเรียบหลายสี
ระบายเรียบอ่อนแก่ (Grade wash) เป็นการระบายให้เกิดค่าน้ำหนักของสี จะเริ่มจากอ่อนไปหาแก่ หรือ จากแก่ไปหาอ่อนก็ได้ ถ้าเริ่มจาก แก่ไปหาอ่อน ก็ผสมสีให้ข้นกว่าปกติ แล้วระบายเรียบได้ช่วงหนึ่งให้ล้างพู่กันจนสะอาดแล้วจุ่มน้ำมาระบายใต้คราบน้ำเป็นระยะๆให้สีจางลงไปเรื่อยๆ ถ้าเริ่มจาก อ่อนไปหาแก่ ให้ผสมสีเจือจางแล้วระบายเรียบไปช่วงหนึ่ง ก็เพิ่มสีให้มีความเข้มข้นขึ้น แล้วระบายต่อใต้คราบน้ำลงมา เป็นระยะๆ ให้สีเข้มขึ้นการระบายเรียบอ่อนแก่ เป็นเทคนิคที่นำไปใช้ระบายให้เกิด มิติ แสง-เงา
การระบายแบบแห้งบนแห้ง (DRY ON DRY) เป็นการระบายสีข้นๆบนกระดาษแห้งในลักษณะต่างๆเช่น แตะ แต้ม ขีด เขียน ลากเส้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการใช้ส่วนต่างๆของพู่กันคือปลายบ้าง โคนบ้างเพื่อให้เกิดเป็นลักษณะต่างๆ เทคนิคนี้นำไปใช้เน้นเพื่อเพิ่มรายละเอียดของภาพ เช่น เมื่อเราทำภาพตัวบ้านเสร็จแล้วเราก็มาใส่ประตู หน้าต่าง ด้วยการใช้สีข้นๆ แตะ แต้ม ลงไปเราก็จะได้รายละเอียดของภาพแบบ DRY ON DRY
การระบายเคลือบ (Glazing)
เป็นการระบายทับซ้ำสีที่แห้งสนิทแล้วด้วยสีเดิมที่เข้มกว่า โดยสีที่ระบายเคลือบนี้ควรต้องเป็นสีโปร่งแสง ผลที่ได้คือ ส่วนที่ระบายเคลือบจะเป็นพื้นและส่วนที่เว้นไว้จะเป็นรูป ซึ่งรูปกับพื้นนี้จะมีความขัดแย้งหรือตัดกันเสมอ คือถ้าพื้นเข้มรูปต้องอ่อน ถ้าพื้นอ่อนรูปต้องเข้ม เทคนิคการระบายเคลือบนี้นำไปใช้ สร้างรูปทรง ผลักระยะให้ลึกตื้น  สร้างเงา ลดความจัดจ้านของสีบรรยากาศ
การระบายขอบคมชัดและเรือนราง (Hard edge/Soft edge)
Hard edge เป็นการระบายให้เกิดการตัดกัน แบ่งขอบเขตระหว่างรูปกับพื้นหรือพื้นกับรูปอย่างชัดเจน หรือให้เกิดเป็นเหลี่ยมเป็นสัน วิธีการ คือระบายเป็นขอบตามที่ต้องการแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่ทำให้เกิดการกลมกลืน เช่นกรณีเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีบ้านในสวน เราให้ส่วนที่เป็นหลังคาเว้นขาวไว้เพราะเป็นส่วนที่รับแสง ถัดจากหลังคาไปเป็นบรรยากาศก็ให้ใช้สีของบรรยากาศเพิ่มความเข้มระบายกดระยะลงไปเป็น Hard edgeเพื่อให้ตัวบ้านและบรรยากาศโดยรอบตัดกันเป็นขอบคมชัด แยกสัดส่วนกันเพื่อให้บ้านดูลอยเด่นขึ้นมา
Soft edge คือการเจือจางขอบเขตระหว่างพื้นกับรูปบางส่วนให้ดูกลมกลืนกัน วิธีการคือใช้น้ำมา soft ตรงเส้นขอบให้เกิดการเจือจาง เทคนิคนี้ใช้ในกรณีที่ต้องการลดความขัดแย้งให้เกิดการกลมกลืน เช่นกรณีระบายภาพคลื่นในทะเล บางจุดของคลื่นจะมีน้ำทะเลตัดกับฟองอย่างชัดเจน และบางจุดที่ต่อเนื่องจะมีความกลมกลืนกัน เพราะฟองคลายตัวลงหรืออาจเป็นส่วนที่รับแสง ตรงส่วนนี้ให้เราSoft edge โดยใช้น้ำมาSoft เพื่อละลายเส้นขอบแสดงความกลมกลืนได้

สร้างโดย: 

น.ส.ธนาภา เกียรติธนสมบัติ เลขที่ 42 ม.6/2 รร.สตรีศรีสุริโยทัย กทม.

แหล่งอ้างอิง: 

http://woldart.igetweb.com/index.php?mo=3&art=125695

ทัศนศิลป์

ทัศนศิลป์

ทัศนศิลป์ คือ กระบวนการถ่ายทอดผลงานทางศิลปะ การทำงานศิลปะอย่างมีจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ มีระบบระเบียบเป็นขั้นเป็นตอน การสร้างสรรค์งานอย่างมีประสิทธิภาพสวยงาม มีการปฏิบัติงานตามแผนและมีการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทัศนศิลป์ คือ ศิลปะที่มองเห็นได้ การรับรู้ทางจักษุประสาท โดยการมองเห็น สสาร วัตถุ และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ รวมถึงมนุษย์ และสัตว์ จะด้วยการหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนไหวก็ตาม หรือจะด้วยการปรุงแต่ง หรือไม่ปรุงแต่งก็ตาม ก่อให้เกิดปัจจัยสมมุติต่อจิตใจ และอารมณ์ของมนุษย์ อาจจะเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ก็ตาม มีขั้นตอนและกระบวนการในการถ่ายทอดที่มีลักษณะเฉพาะ

ทัศนศิลป์เป็นการแปลความหมายทางศิลปะ ที่แตกต่างกันไปแต่ละมุมมอง ของแต่ละบุคคล ในงานศิลปะชิ้นเดียวกัน ซึ่งไร้ขอบเขตทางจินตนาการ ไม่มีกรอบที่แน่นอน ขึ้นกับอารมณ์ของบุคคลในขณะทัศนศิลป์ นั้น

แนวคิดทัศนศิลป์เป็นศิลปะที่รับรู้ได้ด้วยการมอง ได้แก่รูปภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไปเป็นสำคัญอันดับต้นๆ รูปภาพคนเหมือน ภาพล้อ ภาพสิ่งของต่างๆก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของทัศนศิลป์ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งถ้ากล่าวว่าทัศนศิลป์เป็นความงามทางศิลปะที่ได้จากการมอง หรือ ทัศนา นั่นเอง

การวาดเส้น

การวาดเส้น (อังกฤษ: Drawing) เป็นพื้นฐานของงานทัศนศิลป์และการออกแบบ โดยการสร้างภาพสองมิติโดยวิธีที่ง่ายและรวดเร็ว ให้เกิดร่องรอยต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ถ่าน เศษไม้ หรือแม้แต่นิ้วมือของตนเอง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ ดินสอ ปากกาและหมึก เครยอง ดินสอสี ดินสอถ่าน ชอล์ก ชอล์กสี ปากกามาร์กเกอร์ ปากกาหมึกซึม ซึ่งโดยมากจะเขียนลงบนกระดาษ หรือวัสดุอื่นอย่าง กระดาษแข็ง พลาสติก หนัง ผ้า กระดาน สำหรับการเขียนชั่วคราวอาจใช้กระดานดำหรือกระดานขาว หรือบนอะไรก็ได้

สำหรับศิลปินที่เขียนหรือทำงานการวาดเส้นอาจหมายถึง ช่างสเก็ตภาพ หรือ ช่างเขียนแบบ

จิตกรรม

จิตรกรรม (อังกฤษ: painting) เป็นงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการวาด ระบายสี และการจัดองค์ประกอบความงามอื่น เพื่อให้เกิดภาพ 2 มิติ ไม่มีความลึกหรือนูนหนา จิตรกรรมเป็นแขนงหนึ่งของทัศนศิลป์ ผู้ทำงานจิตรกรรม มักเรียกว่า จิตรกร

จอห์น แคนาเดย์ (John Canaday) ได้ให้ความหมายของจิตรกรรมไว้ว่า จิตรกรรม คือ การระบายชั้นของสีลงบนพื้นระนาบรองรับ เป็นการจัดรวมกันของรูปทรง และ สีที่เกิดขึ้นจากการเตรียมการของศิลปินแต่ละคนในการเขียนภาพนั้น พจนานุกรมศัพท์ อธิบายว่า เป็นการสร้างงานทัศนศิลป์บนพื้นระนาบรองรับ ด้วยการ ลาก ป้าย ขีด ขูด วัสดุ จิตรกรรมลงบนพื้นระนาบรองรับ

ภาพจิตรกรรมที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นที่รู้จักอยู่ที่ถ้ำ Chauvet ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางคนอ้างว่ามีอายุราว 32,000 ปีเป็นภาพที่สลักและระบายสีด้วยโคลนแดงและสีย้อมดำ แสดงรูปม้า แรด สิงโต ควาย แมมมอธ หรือมนุษย์ ซึ่งมักจะกำลังล่าสัตว์

การจำแนก

จำแนกได้ตามลักษณะผลงานที่สิ้นสุด และ วัสดุอุปกรณ์การสร้างสรรค์เป็น 2 ประเภท คือ ภาพวาด และ ภาพเขียน

จิตรกรรมภาพวาด (Drawing) จิตรกรรมภาพวาด เรียกเป็นศัพท์ทัศนศิลป์ภาษาไทยได้หลายคำ คือ ภาพวาดเขียน ภาพวาดเส้น หรือบางท่านอาจเรียกด้วยคำทับศัพท์ว่า ดรอวิ้ง ก็มี ปัจจุบันได้มีการนำอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการเขียนภาพและวาดภาพ ที่ก้าวหน้าและทันสมัยมากมาใช้ ผู้เขียนภาพจึงจึงอาจจะใช้อุปกรณ์ต่างๆมาใช้ในการเขียนภาพ ภาพวาดในสื่อสิ่งพิมพ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ภาพวาดลายเส้น และ การ์ตูน
จิตรกรรมภาพเขียน (Painting) ภาพเขียนเป็นการสร้างงาน 2 มิติบนพื้นระนาบด้วยสีหลายสีซึ่งมักจะต้องมีสื่อตัวกลางระหว่างวัสดุกับอุปกรณ์ที่ใช้เขียนอีก ซึ่งกลวิธีเขียนที่สำคัญ คือ
การเขียนภาพสีน้ำ (Colour Painting)
การเขียนภาพสีน้ำมัน (Oil Painting)
การเขียนภาพสีอะคริลิค (Acrylic Painting)
การเขียนจิตรกรรมฝาผนัง (Fresco Painting)
จิตรกรรมแผง(Panel Painting)
จำแนกตามยุคสมัยและแหล่งสร้างสรรค์ เช่น

จิตรกรรมไทย
จิตรกรรมยุคกอธิค
จิตรกรรมยุคบาโรก
จิตรกรรมยุคอิมเพรสชันนิสม์
จิตรกรรมยุคอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง
จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น
จิตรกรรมยุคเรอเนซองส์
จิตรกรรมยุคแมนเนอริสม์
จิตรกรรมสมัยใหม่ยุคพัฒนา